เมนูแนะนำอาหารป้องกันโรคไต

แจ่วมะเขือส้มแจวในบึง (สำหรับ 2 ท่าน)
(ปลาทับทิมย่าง กับแจ่วมะเขือเทศ)
เมนูนี้ให้พลังงาน 219 กิโลแคลอรี่
และโซเดียม 399 มิลลิกรัม ต่อ 1 ท่าน

วัตถุดิบ และเครื่องปรุง

เนื้อปลาทับทิม (แล่เนื้อ)
1  ตัวเล็ก (150 กรัม)
 
กระเทียม (บุบ)
4 กลีบใหญ่ (20 กรัม)
แครอท (หั่นแท่ง)
1/2 ถ้วยตวง (100 กรัม)
 
น้ำมะขามเปียก
2 เม็ด (5 กรัม)
ฟักทอง (หั่นชิ้น) 
1/2 ถ้วยตวง (100 กรัม)
 
น้ำมะขามเปียก
1 ช้อนชา
กะหล่ำปลี (หั่นชิ้น)
1 1/2 ถ้วยตวง (150 กรัม)
 
น้ำปลา ลดโซเดียม
1 ช้อนโต๊ะ
มะเขือเทศท้อ (หั้นชิ้น)
1 ถ้วยตวง (120 กรัม)
 
น้ำมันพืช
1/2 ช้อนโต๊ะ
หอมแดง (บุบ)
2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
 
น้ำสะอาด (สำหรับลวกผัก)
2 ถ้วยตวง (400 มล.)

วิธีทำ
    1. เทน้ำสะอาดลงในหม้อ ตั้งไฟให้เดือด ใส่แครอท ฟักทอง และกะหล่ำปลีลงไปลวกให้สุก ตักขึ้น พักไว้
    2. นำกระทะมาตั้งไฟให้ร้อน ใส่มะเขือเทศ หอมแดง กระเทียม และพริกขี้หนู ลงย่างให้สุก ตักขึ้นใส่จาน นำมะเขือเทศมาลอกเปลือกออก พักไว้
    3. เทน้ำมันลงในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน นำเนื้อปลาทับทิมมาย่างให้สุกด้วยไฟอ่อน ตักขึ้นใส่จาน พักไว้
    4. ปรุงแจ่วมะเขือเทศโดยนำส่วนผสม (ข้อ 2.) มาสับหรือตำให้ละเอียด ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก และน้ำปลา ผสมให้เข้ากัน ตักขึ้นใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อมผักลวก และเนื้อปลาทับทิมย่าง

คุณประโยชน์
    เมนู “ปลาทับทิมย่างกับแจ่วมะเขือเทศ” เป็นเครื่องจิ้มที่ปรุงง่ายสไตล์ไทยๆ จับคู่ระหว่างรสชาติเปรี้ยวหวานของมะเขือเทศ เข้ากับความเผ็ดร้อนของพริกย่างได้อย่างลงตัว และที่สำคัญเมนูนี้เน้นโปรตีนคุณภาพจากเนื้อปลา ซึ่งในเนื้อปลาทับทิม 100 กรัม ให้โปรตีนประมาณ 20.3 กรัม หรือร้อยละ 35.61 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน ซึ่งโปรตีนเหล่านี้ทำหน้าที่ ช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยสร้างเอนไซม์ และฮอร์โมนต่างๆ ให้กับร่างกาย แต่ควรรับประทานโปรตีนให้ปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากรับประทานโปรตีนในปริมาณมากเกินไป อาจจะส่งผลให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น เนื่องจากไตทำหน้าที่กรองของเสียที่ได้จากการเผาผลาญโปรตีน ดังนั้นการรับประทานโปรตีนในปริมาณพอเหมาะ เป็นอีกหนึ่งวิธีในการช่วยถนอมไตได้ (ศ.พญ.จุฬาภรณ์ รุ่งพิสุทธิพงศ์)

คำแนะนำ
    เมนูนี้มีปริมาณโพแทสเซียมสูง ผู้ป่วยโรคไตที่มีการจำกัดปริมาณปริมาณโพแทสเซียม ควรหลีกเลี่ยงในการรับประทาน (โปรแกรมคิดคำนวนสารอาหาร Inmucal-V3)

Update : 7 พฤษภาคม 2558
 
แพนเค้กฉ่ำรัก (สำหรับ 2 ท่าน)
(แพนเค้กข้าวโอ๊ตซอสสตรอเบอร์รี่)
เมนูนี้ให้พลังงาน 396 กิโลแคลอรี่
และโซเดียม 94 มิลลิกรัม ต่อ 1 ท่าน

วัตถุดิบ และเครื่องปรุง

ข้าวโอ๊ต
1/2 ถ้วยตวง (40 กรัม)
 
น้ำผึ้ง
1 ช้อนชา (6 กรัม)
จมูกข้าวสาลี
3 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม)
 
น้ำมะนาว
1 ช้อนชา
กล้วยหอม (หั่นชิ้น)
1 ผล (100 กรัม)
 
น้ำสตรอเบอร์รี่
1 ถ้วยตวง (200 มล.)
ไข่ไก่ (เบอร์2)
1 ฟอง
 
นมพาสเจอร์ไรซ์รสจืด
1 ถ้วยตวง (200 มล.)
แป้งข้าวโพด
1 ช้อนชา
 
น้ำมันพืช
1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
    1. ผสมข้าวโอ๊ต จมูกข้าวสาลี ไข่ไก่ น้ำผึ้ง และนมจืด คนให้เข้ากัน พักไว้
    2. ตวงน้ำสตรอเบอร์รี่ 2 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับแป้งข้าวโพด คนให้แป้งข้าวโพดละลาย พักไว้
    3. เทน้ำสตรอเบอร์รี่ส่วนที่เหลือลงในหม้อ ตั้งไฟอ่อนประมาณ 5 นาที จนส่วนผสมข้นขึ้น แล้วเทแป้งข้าวโพดที่ผสมไว้ (ข้อ 2.) และน้ำมะนาวลงในหม้อ คนให้เข้ากัน ปิดไฟ ตักขึ้นใส่ถ้วย จะได้ส่วนผสมของซอสสตรอเบอร์รี่
    4. เทน้ำมันลงในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน หยอดส่วนผสมแป้งที่เตรียมไว้ (ข้อ 1.) ลงทอดให้สุกทั้ง 2 ด้าน ด้วยไฟอ่อน ตักขึ้นใส่จาน เสิร์ฟพร้อมกล้วยหอม และซอสสตรอเบอร์รี่

คุณประโยชน์
    เมนู “แพนเค้กข้าวโอ๊ตซอสสตรอเบอร์รี่” เป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารเช้าหรือของหวานที่หลายๆคนไม่ควรพลาด กับความหอมอร่อยของจมูกข้าวสาลี และข้าวโอ๊ต ทานคู่กับซอสจากน้ำสตรอเบอร์รี่ เมนูนี้เป็นแพนเค้กสูตรลดโซเดียม โดยหลีกเลี่ยงการใช้ผงฟู เนื่องจากผงฟูมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ หากรับประทานเป็นประจำ อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคไตได้ (ภาวิณี เทพคำราม)

คำแนะนำ
    เมนูนี้มีปริมาณน้ำตาลจากวัตถุดิบ 23 กรัมต่อท่าน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือผู้ที่อยู่ในภาวะควบคุมน้ำหนัก ควรควบคุมปริมาณในการรับประทาน (โปรแกรมคิดคำนวนสารอาหาร Inmucal-V3)

Update : 7 พฤษภาคม 2558
 
สลัดสาวน้อยท่องป่า (สำหรับ 1 ท่าน)
(สลัดเห็ดย่างน้ำสลัดเลม่อน)
เมนูนี้ให้พลังงาน 385 กิโลแคลอรี่
และโซเดียม 405 มิลลิกรัม ต่อ 1 ท่าน

วัตถุดิบ และเครื่องปรุง

กรีนโอ๊ค (หั่นชิ้น)
1/2 ถ้วงตวง (30 กรัม)
 
พริกหวาน (ซอย)
2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
เรดโอ๊ค (หั่นชิ้น)
1/2 ถ้วงตวง (30 กรัม)
 
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ (บุบ)
1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
เห็ดหอมสด (หั่นชิ้น)
1/2 ถ้วยตวง (50 กรัม)
 
พริกไทยป่น
เล็กน้อย
เห็ดเออรินจิ (สไลด์)
1 ถ้วยตวง (100 กรัม)
 
น้ำมันมะกอก (สำหรับย่างเห็ด)
1/2 ช้อนโต๊ะ
มะเขือเทศเชอร์รี่ (หั่นชิ้น)
3 ช้อนโต๊ะ (50 กรัม)
 
 
 

ส่วนผสมน้ำสลัด

หอมหัวใหญ่ (สับ)
1 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม)
 
น้ำตาลทราย
2 ช้อนชา
กระเทียม (สับ)
2 กลีบใหญ่ (10 กรัม)
 
น้ำเลม่อน
1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ ลดโซเดียม
1/4 ช้อนชา
 
น้ำมันมะกอก
1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
    1. เทน้ำมันมะกอกครึ่งช้อนโต๊ะลงในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน นำเห็ดหอม และเห็ดเออรินจิมาย่างด้วยไฟอ่อนจนสุก ตักขึ้นใส่จาน โรยหน้าด้วยพริกไทย พักไว้ให้เย็น
    2. เตรียมน้ำสลัดโดยใส่หอมหัวใหญ่ กระเทียม เกลือ น้ำตาล น้ำเลม่อน และน้ำมันมะกอกลงในถ้วย คนส่วนผสมให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย จะได้ส่วนผสมของน้ำสลัดเลม่อน
    3. จัดวางกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค มะเขือเทศ พริกหวาน และเห็ดย่าง(ข้อ 1.)ใส่จานให้สวยงาม โรยหน้าด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์แล้ว เสิร์ฟพร้อมน้ำสลัดเลม่อนที่เตรียมไว้

คุณประโยชน์
    เมนู “สลัดเห็ดย่างน้ำสลัดเลม่อน” อีกหนึ่งเมนูสลัดที่ทำได้ง่าย โดยเลือกใช้น้ำเลม่อนที่ให้รสเปรี้ยวโดดเด่น มาปรุงเป็นน้ำสลัดสไตล์อิตาเลี่ยน ที่นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว ในเมนูนี้ยังมีคุณประโยชน์จากน้ำมันมะกอก ที่เป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ช่วยในการลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL Cholesterol) อันเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุการเกิดโรคความดันโลหิต โรคไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยโรคดังกล่าวเหล่านี้ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคไตแทรกซ้อนได้ ดังนั้นในการรับประทานอาหาร นอกจากการควบคุมปริมาณไขมันที่รับประทานแล้ว ควรเลือกแหล่งไขมันจากพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยในการป้องกันโรคไตได้ (ไลวรรณ ตรีถิ่น)

คำแนะนำ
    เมนูนี้มีปริมาณโพแทสเซียมสูง ผู้ป่วยโรคไตที่มีการจำกัดปริมาณปริมาณโพแทสเซียมควรหลีกเลี่ยงในการรับประทาน (โปรแกรมคิดคำนวนสารอาหาร Inmucal-V3)

Update : 7 พฤษภาคม 2558
 
ข้าวผัดสบัดช่อ (สำหรับ 1 ท่าน)
(ข้าวกล้องผัดพริกแกงใต้กุ้งสด)
เมนูนี้ให้พลังงาน 380 กิโลแคลอรี่
และโซเดียม 603 มิลลิกรัม ต่อ 1 ท่าน

วัตถุดิบ และเครื่องปรุง

ข้าวกล้อง (หุงสุก)
1 ถ้วยตวง (120 กรัม)
 
ใบมะกรูด (ซอย)
3 ใบ (3 กรัม)
กุ้งแชบ๊วย
2 ตัว (50 กรัม)
 
น้ำพริกแกงเหลือง
1 ช้อนชา
บุกเมล็ดข้าว
2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
 
ซอสหอยฯ ลดโซเดียม
1/2 ช้อนโต๊ะ
ข่าแก่ (สับ)
1/2 ช้อนชา (5 กรัม)
 
ซีอิ๊วขาว ลดโซเดียม
1/2 ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ (ซอย)
2 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม)
 
น้ำมันพืช
1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียม (สับ)
2 กลีบใหญ่ (10 กรัม)
 
น้ำสะอาด
1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
    1. เทน้ำสะอาดลงในหม้อ ตั้งไฟให้เดือด ใส่กระดูกหมู มะเขือเทศสีดา พริกขี้หนู กระเทียม และหอมแดง ต้มด้วยไฟอ่อน ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้กระดูกหมูสุกนุ่ม
    2. ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำมะนาว คนให้เข้ากัน
    3. ใส่ผักตำลึงลงไป ต้มให้สุก คนให้เข้ากัน ปิดไฟ ตักขึ้นใส่ชาม พร้อมเสิร์ฟ

คุณประโยชน์
    เมนู “แกงตำลึงใส่กระดูกหมู” เป็นเมนูอาหารเหนือที่หลายๆ คนคงจะไม่คุ้นหูนัก โดยนำผักตำลึงที่เป็นผักพื้นบ้าน มาจับคู่กับกระดูกหมูที่ให้รสชาติหวานกลมกล่อม พร้อมตัดรสเปรี้ยวด้วยมะเขือเทศและน้ำมะนาว นอกจากความอร่อยแล้ว ตำลึงยังเป็นผักที่นิยมรับประทานเพื่อป้องกันโรคเบาหวาน จากการศึกษาพบว่าในสารสกัดของใบตำลึงมีฤทธิ์ในการช่วยลดน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ในตำลึงยังมีสารอาหารต่างๆ อีกมากมาย ทั้งเบต้าแคโรทีน และใยอาหารโดยในผักตำลึง 100 กรัม มีปริมาณใยอาหาร 2.7 กรัม หรือร้อยละ 10.8 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน จึงช่วยในการควบคุมน้ำหนักอันเป็นหนึ่งในสาเหตุโรคเบาหวานได้ (มูลนิธิหมอชาวบ้าน)

คำแนะนำ
    กระดูกหมู 100 กรัม และยอดตำลึง 100 กรัมมีปริมาณสารพิวรีนมากกว่า 150 มก. ผู้ที่มีภาวะของโรคเก๊าท์ควรควบคุมปริมาณในการรับประทาน (กัลยาณา สุขสาระ, 2556)

Update : 7 พฤษภาคม 2558