เมนูแนะนำอาหารต้านโรคเก๊าท์

เกี๊ยวหมูคู่ซอสมณีแดง (สำหรับ 2 ท่าน)
(เมนูเกี๊ยวหมูสับซอสต้มยำบีทรูท)
พลังงานที่ได้รับต่อ 1 ท่าน ประมาณ 187 แคลอรี่

วัตถุดิบ และเครื่องปรุง

บีทรูท (ซอย)
1/4 ถ้วยตวง (50 กรัม)
 
รากผักชี (สับ)
1 ราก (3 กรัม)
เนื้อหมู (สับ)
2 ช้อนโต๊ะ (50 กรัม)
 
แป้งข้าวโพด
1 ช้อนชา (2 กรัม)
แป้งเกี๊ยวผสมฟักทอง
8 แผ่น (50 กรัม)
 
น้ำพริกเผา
1/2 ช้อนชา (5 กรัม)
เมล็ดข้าวโพดหวาน (ต้ม)
1 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
 
น้ำตาลทราย
1 1/2 ช้อนชา
แครอท (หั่นเต๋า)
1 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
 
น้ำมะนาว
1 ช้อนโต๊ะ
ข่าแก่ (ซอย)
2 ช้อนชา (5 กรัม)
 
น้ำปลาลดโซเดียม
1 ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ (ซอย)
2 ช้อนชา (5 กรัม)
 
น้ำสะอาด (ละลายแป้ง)
1 ช้อนโต๊ะ
ผักชีฝรั่ง (ซอย)
2 ช้อนชา (5 กรัม)
 
น้ำสะอาด (สำหรับลวก)
1 ถ้วยตวง (200 มล.)
กระเทียม (สับ)
2 กลีบใหญ่ (5 กรัม)
 
น้ำสะอาด (สำหรับต้ม)
1/2 ถ้วยตวง (100 มล.)
พริกขี้หนู (ซอย)
2 เม็ด (5 กรัม)
 
 
 

วิธีทำ
    1. ผสมเนื้อหมู เมล็ดข้าวโพด และแครอท คลุกเคล้าให้เข้ากัน นำมาห่อด้วยแป้งเกี๊ยวเป็นขนาดพอคำ พักไว้
    2. เทน้ำสะอาด(สำหรับลวก)ใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือด นำเกี๊ยวที่เตรียมไว้ลงลวกให้สุก ตักขึ้นใส่จาน พักไว้
    3. เทน้ำสะอาด(สำหรับต้ม)ใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือด ใส่บีทรูท ข่า ตะไคร้ กระเทียม พริกขี้หนู และรากผักชี ลงต้มจนสุก
    4. ปรุงรสด้วย น้ำพริกเผา น้ำตาล น้ำปลา น้ำมะนาว คนให้เข้ากัน
    5. นำแป้งข้าวโพดมาละลายน้ำ เทลงหม้อ คนให้ส่วนผสมเข้ากันจนข้น ตักขึ้นราดบนเกี๊ยว (ข้อ 2.) โรยด้วยผักชีฝรั่ง พร้อมเสิร์ฟ

คุณประโยชน์
    เมนูนี้ เป็นเมนูเกี๊ยวหมูสับซอสต้มยำบีทรูท ซึ่งเป็นเมนูกับข้าวง่ายๆ โดยนำบีทรูทมาปรุงเป็นซอสต้มยำแบบไทยๆ รสชาติจัดจ้าน ทานคู่กับเกี๊ยวหมูสับที่มีการผสมผักต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ และความกลมกล่อม นอกจากนี้ยังเน้นคุณประโยชน์ไปที่บีทรูท ที่อุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญ ที่ช่วยปกป้องคอลลาเจนจากการถูกทำลายโดยผลึกยูเรต อันเป็นสาเหตุของโรคเก๊าท์ นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งการสร้างสารลิวโคทรีน (Leukotrine) ซึ่งเป็นสารกระตุ้นการอักเสบของเนื้อเยื่อ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดข้อของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ได้ (มูลนิธิหมอชาวบ้าน)

Update : 4 มิถุนายน 2557
 
ผักกาดขาวสาวซ่อนแซ่บ (สำหรับ 2 ท่าน)
(เมนูผักกาดขาวลวก ราดซอสพริกมะนาว)
พลังงานที่ได้รับต่อ 1 ท่าน ประมาณ 52 แคลอรี่

วัตถุดิบ และเครื่องปรุง

ผักกาดขาว (หั่นชิ้น)
2 ถ้วยตวง (200 กรัม)
 
รากผักชี (สับ)
1 ราก (3 กรัม)
แครอท (หั่นชิ้น)
2 ช้อนโต๊ะ (40 กรัม)
 
น้ำตาลทราย
1/2 ช้อนชา
ข้าวโพดอ่อน (หั่นชิ้น)
2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
 
น้ำมะนาว
1 ช้อนโต๊ะ
เห็ดหอมแห้ง(แช่น้ำ+หั่นเส้น)
1 - 2 ดอก (10 กรัม)
 
น้ำปลาลดโซเดียม
1 ช้อนโต๊ะ
คื่นไช่ (ซอย)
1 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
 
น้ำสะอาด (สำหรับซอส)
1 ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนู (ซอย)
2 เม็ด (5 กรัม)
 
น้ำสะอาด (สำหรับต้ม)
1 ถ้วยตวง (200 มล.)
กระเทียม (สับ)
2 กลีบใหญ่ (5 กรัม)
 
   

วิธีทำ
    1. เทน้ำสะอาด(สำหรับต้ม)ใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือด ใส่ผักกาดขาว แครอท ข้าวโพดอ่อน และเห็ดหอมลงลวก ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ จัดใส่จาน พักไว้
    2. ผสมพริกขี้หนู กระเทียม รากผักชี น้ำตาล น้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำสะอาด คนให้เข้ากัน จะได้เป็นน้ำซอสพริกมะนาว
    3. นำซอสพริกมะนาว (ข้อ 2.) ราดลงบนผักลวกที่เตรียมไว้ โรยหน้าด้วยคื่นไช่ พร้อมเสิร์ฟ

คุณประโยชน์
    เมนูนี้ เป็นเมนูผักกาดขาวลวก ราดซอสพริกมะนาว ซึ่งสามารถเลือกทานเป็นเมนูกับข้าวง่ายๆ สำหรับผู้ที่อยู่ในระหว่างควบคุมน้ำหนัก โดยเลือกใช้ผักที่มีพลังงานต่ำ โดยเฉพาะผักกาดขาว ซึ่งอุดมไปด้วยกรดโฟลิก ช่วยในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แซนทีนออกซิเดส (xanthine oxidase) ที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาออกซิเดชั่น และทำให้เกิดกรดยูริก ซึ่งกรดยูริกนั้นป็นสาเหตุสำคัญของโรคเก๊าท์ อีกทั้งเมนูนี้ยังเลือกใช้วัตถุดิบที่มีพิวรีนต่ำ จึงช่วยในการป้องกันการสะสมของกรดยูริก อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเก๊าท์ได้ (สงขลานครินทร์เวชสาร)

Update : 4 มิถุนายน 2557
 
มัสยาห่มสไบทอง (สำหรับ 2 ท่าน)
(เมนูหมกปลากระพงน้ำพริกแกงใต้)
พลังงานที่ได้รับต่อ 1 ท่าน ประมาณ 158 แคลอรี่

วัตถุดิบ และเครื่องปรุง

เนื้อปลากระพง (หั่นชิ้น)
3/4 ถ้วย (150 กรัม)
 
น้ำพริกแกงเหลือง
1/2 ช้อนชา (3 กรัม)
ผักกาดขาว (หั่นชิ้น)
1/2 ถ้วยตวง (60 กรัม)
 
น้ำตาลทราย
1 ช้อนชา
ขมิ้นชัน (สับ)
1 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
 
น้ำปลาลดโซเดียม
1/2 ช้อนโต๊ะ
ข่าแก่ (สับ)
2 ช้อนชา (5 กรัม)
 
น้ำสะอาด (สำหรับลวก)
1 ถ้วยตวง (200 มล.)
ตะไคร้ (สับ)
2 ช้อนชา (5 กรัม)
 
นมพาส ฯรสจืดขาดมันเนย
1 ถ้วยตวง (200 มล.)
ใบมะกรูด (ซอย)
5 ใบ (5 กรัม)
 

วิธีทำ
    1. เทน้ำสะอาดใส่หม้อ ต้มให้เดือด นำผักกาดขาวที่เตรียมไว้ลงลวกให้สุก ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ ใส่จานพักไว้
    2. ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่นมลงต้มให้เดือด ตามด้วยน้ำพริกแกงเหลือง ขมิ้น ข่า และตะไคร้ คนให้ส่วนผสมเข้ากัน เคี่ยวด้วยไฟอ่อนประมาณ 5 นาทีจนส่วนผสมข้นขึ้น
    3. ปรุงรสด้วยน้ำตาล และน้ำปลา คนให้เข้ากัน ใส่เนื้อปลากระพง ลงผัดจนสุก
    4. ตักส่วนผสมวางบนผักกาดขาวลวก (ข้อ 1.) โรยหน้าด้วยใบมะกรูดซอย พร้อมเสิร์ฟ

คุณประโยชน์
    เมนูนี้ เป็นเมนูหมกปลากระพงน้ำพริกแกงใต้ ซึ่งเป็นเมนูอาหารไทย ได้ความหอมเผ็ดร้อนในแบบฉบับของปักษ์ใต้ ผสมผสานด้วยรสชาติหวานกลมกล่อมจากเนื้อปลา อีกทั้งยังให้พลังงานต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ระหว่างควบคุมน้ำหนัก อีกทั้งเน้นไปที่คุณประโยชน์ของขมิ้น ซึ่งมีสารคูเคอร์มิน (curcumin) ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดอาการปวดไขข้อจากการอักเสบได้ โดยสารคูเคอร์มินทำงานกระตุ้นต่อมหมวกไต เพื่อหลั่งสารคอร์ติโซนในการระงับอาการปวด นอกจากนั้นในเมนูยังเลือกใช้เนื้อปลากะพงที่มีสารพิวรีนไม่สูงนัก จึงช่วยลดความเสี่ยงการสะสมของกรดยูริก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเก๊าท์ได้ และในปลากะพงยังมีโอเมก้า 3 ช่วยลดการสร้างสารลิวโคทรีน (Leukotrine) อันเป็นสารสำคัญ ที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบในโรคเก๊าท์ได้อีกด้วย (มูลนิธิหมอชาวบ้าน)

Update : 4 มิถุนายน 2557
 
ยำผักน้ำสามสหาย (สำหรับ 2 ท่าน)
(เมนูยำวอเตอร์เครสไข่ขาวเส้น)
พลังงานที่ได้รับต่อ 1 ท่าน ประมาณ 70 แคลอรี่

วัตถุดิบ และเครื่องปรุง

ไข่ไก่ (เฉพาะไข่ขาว)
2 ฟอง (70กรัม)
 
กระเทียม (สับ)
2 กลีบใหญ่ (5 กรัม)
วอเตอร์เครส (ใบและยอด)
1/2 ถ้วยตวง (40 กรัม)
 
พริกขี้หนู (ซอย)
2 เม็ด (5 กรัม)
แตงกวาญี่ปุ่น (หั่นชิ้น)
3 ช้อนโต๊ะ (40 กรัม)
 
น้ำตาลทราย
2 ช้อนชา
แครอท (ซอย)
3 ช้อนโต๊ะ (40 กรัม)
 
น้ำปลาลดโซเดียม
1 ช้อนโต๊ะ
ผักกาดหอม
1/2 ถ้วยตวง (20 กรัม)
 
น้ำมะนาว
1 ช้อนโต๊ะ
ผักชี (ซอย)
2 ช้อนชา (5 กรัม)
 
น้ำมันพืช
1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
    1. นำกระทะตั้งไฟใส่น้ำมัน นำกระเทียมลงเจียวด้วยไฟอ่อนจนเหลือง ตักขึ้นใส่ถ้วย พักไว้
    2. นำไข่ขาวลงทอดในกระทะให้สุก ตักขึ้น แล้วนำมาซอยเป็นเส้นบางๆ พักไว้
    3. ปรุงน้ำยำโดย ผสมกระเทียมเจียว พริกขี้หนู น้ำตาล น้ำปลา และน้ำมะนาว คนให้เข้ากัน พักไว้
    4. นำวอเตอร์เครส แตงกวา แครอท ผักชี ใส่ลงถ้วย ปรุงรสด้วยน้ำยำที่เตรียมไว้ (ข้อ 3.) คลุกเคล้าให้เข้ากัน
    5. ตักส่วนผสม วางบนผักกาดหอม โรยหน้าด้วยไข่ขาวเส้น (ข้อ 2.) พร้อมเสิร์ฟ

คุณประโยชน์
    เมนูนี้ เป็นเมนูยำวอเตอร์เครสไข่ขาวเส้น ซึ่งเป็นเมนูยำง่ายๆ เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในระหว่างการควบคุมน้ำหนัก มีรสชาติความหอมอร่อยจากน้ำยำที่ปรุงรสด้วยกระเทียมเจียว นำมาทานคู่กับผักต่างๆ นอกจากนั้น เมนูนี้เน้นไปที่คุณประโยชน์ของไข่ขาวที่มีพิวรีนต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเก๊าท์ นอกจากนี้ในผักวอเตอร์เครสยังมีวิตามินซี สามารถช่วยในการขับกรดยูริค ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเก๊าท์ได้อีกด้วย (วิชาการดอทคอม)

Update : 4 มิถุนายน 2557
 
ซาบะ ชะชะช่า (สำหรับ 2 ท่าน)
(เมนูสเต็กปลาซาบะ กับสลัดซัลซ่าสับปะรด)
พลังงานที่ได้รับต่อ 1 ท่าน ประมาณ 186 แคลอรี่

วัตถุดิบ และเครื่องปรุง

เนื้อปลาซาบะ (หั่นชิ้น)
1/2 ถ้วยตวง (100 กรัม)
 
ผักชี (ซอย)
2  ช้อนชา (5 กรัม)
สับปะรดศรีราชา (หั่นเต๋า)
1 ถ้วยตวง (150 กรัม)
 
พริกไทยป่น
เล็กน้อย
หอมหัวใหญ่ (หั่นเต๋าเล็ก)
1 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม)
 
เกลือลดโซเดียม
1/8 ช้อนชา
พริกหวานสีแดง (หั่นเต๋าเล็ก)
1 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
 
น้ำมะนาว
1 ช้อนโต๊ะ
พริกหวานสีเขียว (หั่นเต๋าเล็ก)
1 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
 
น้ำมันพืช
1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
    1. นำกระทะตั้งไฟใส่น้ำมันให้ร้อน นำปลาซาบะโรยพริกไทยป่น แล้วนำลงทอดให้สุกเหลืองทั้ง 2 ด้าน ตักขึ้น พักไว้
    2. ผสมสับปะรด หอมหัวใหญ่ พริกหวานสีแดง พริกหวานสีเขียว ผักชี เกลือ และน้ำมะนาว คลุกเคล้าให้เข้ากัน จะได้เป็นส่วนผสมของสลัดซัลซ่า
    3. นำปลาซาบะจัดใส่จาน คู่กับสลัดซัลซ่า (ข้อ 2.) พร้อมเสิร์ฟ
    (** เพื่อเพิ่มความสดชื่น ควรแช่เย็นสลัดซัลซ่าก่อนรับประทาน)

คุณประโยชน์
    เมนูนี้ เป็นเมนูสเต็กปลาซาบะ กับสลัดซัลซ่าสับปะรด ซึ่งเป็นเมนูกับข้าวที่สามารถทำได้ง่าย โดยเลือกใช้สับปะรดมาปรุงเป็นสลัดซัลซ่า รับประทานคู่กับเนื้อปลาซาบะทอด โดยในเมนูนี้เน้นไปที่เนื้อปลาซาบะ ที่มีระดับพิวรีน ปานกลาง จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเก๊าท์ได้ นอกจากนี้ในสับปะรด ยังมีเอนไซม์โบรมีเลน (Bromelain) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยบรรเทาอาการอักเสบในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ได้อีกด้วย (มูลนิธิหมอชาวบ้าน)

Update : 4 มิถุนายน 2557
 
สามสหายชวนลงสระ (สำหรับ 2 ท่าน)
(เมนูต้มจืดหัวหอมใหญ่ และมันฝรั่งใส่หมู)
พลังงานที่ได้รับต่อ 1 ท่าน ประมาณ 204 แคลอรี่

วัตถุดิบ และเครื่องปรุง

เนื้อหมูสะโพก (หั่นชิ้น)
1/2 ถ้วยตวง (100 กรัม)
 
กระเทียม (สับ)
2  กลีบใหญ่ (5 กรัม)
หอมหัวใหญ่ (ซอย)
1/2 ถ้วยตวง (100 กรัม)
 
น้ำตาลทราย
1/2 ช้อนชา
มันฝรั่ง (หั่นเต๋า)
1/2 ถ้วยตวง (100 กรัม)
 
ซีอิ๊วขาวลดโซเดียม
2 ช้อนชา
แครอท   (หั่นเต๋า)
3 ช้อนโต๊ะ (50 กรัม)
 
ซอสหอยฯลดโซเดียม
1 ช้อนโต๊ะ
ถั่วแขก (หั่นท่อน)
3 ช้อนโต๊ะ (50 กรัม)
 
น้ำสะอาด
1 1/2 ถ้วยตวง (300 มล.)
รากผักชี (สับ)
1 ราก (3 กรัม)
 
   

วิธีทำ
    1. เทน้ำสะอาดใส่หม้อ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่เนื้อหมู หัวหอมใหญ่ มันฝรั่ง รากผักชี และกระเทียมลงต้มให้สุกด้วยไฟอ่อนประมาณ 5 นาที
    2. ใส่แครอท และถั่วแขก ลงต้ม
    3. ปรุงรสด้วย ซีอิ๊วขาว ซอสหอยฯ และน้ำตาลที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากัน (ใช้ไฟอ่อน) ต้มต่ออีกประมาณ 3 นาที
    4. ตักขึ้นใส่ชาม พร้อมเสิร์ฟ

คุณประโยชน์
    เมนูนี้ เป็นเมนูต้มจืดหอมหัวใหญ่ และมันฝรั่งใส่หมู เป็นเมนูต้มจืดง่ายๆ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ได้รสชาติกลมกล่อม จากผักต่างๆ เน้นไปที่คุณประโยชน์จากหอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ซึ่งอุดมไปด้วยสารเควอซิทิน (Qurecetin) อันเป็น สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยยับยั้งเอนไซม์ในการทำปฏิกิริยาสร้างกรดยูริก เพราะหากกรดยูริกสะสมอยู่ในร่างกายมากจนเกินไป จะสามารถตกผลึกแล้วไปสะสมตามข้อต่างๆ ทำให้เกิดการอักเสบ และนำไปสู่โรคเก๊าท์ได้ (มูลนิธิหมอชาวบ้าน)

Update : 4 มิถุนายน 2557
 
ผัดไทยไทย (สำหรับ 2 ท่าน)
พลังงานที่ได้รับต่อ 1 ท่าน ประมาณ 275 แคลอรี่

วัตถุดิบ และเครื่องปรุง

มะละกอดิบ (สับเป็นเส้น)
3 ถ้วยตวง (150 กรัม)
 
แป้งข้าวโพด
1 ช้อนชา
แครอท (หั่นฝอย)
3 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
 
น้ำมะนาว
1/2 ช้อนชา
ถั่วงอก
4 ช้อนโต๊ะ (40 กรัม)
 
น้ำตาลทราย
3 ช้อนชา
กุยช่ายเขียว (หั่นท่อน)
2 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
 
พริกป่น
1/2 ช้อนชา
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ (บด)
1 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
 
น้ำมะขามเปียก
2 ช้อนโต๊ะ
เต้าหู้เหลืองแข็ง
(หั่นชิ้นเล็ก)
3 ช้อนโต๊ะ (50 กรัม)
 
น้ำต้มสุก
1/2 ช้อนโต๊ะ
ไชโป้วหวาน (สับละเอียด)
1 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม)
 
น้ำปลา ลดโซเดียม
1 1/2 ช้อนโต๊ะ
หอมแดง (สับละเอียด)
1 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
 
น้ำมันพืช (สำหรับผัด)
1/2 ช้อนโต๊ะ
หมูสับ
2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
 
น้ำมันพืช (สำหรับทอดไข่)
1/2 ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่
1 ฟอง
 
 
 

วิธีทำ
    1. ตอกไข่ใส่ถ้วย ใส่แป้งข้าวโพด และน้ำมะนาว ตีให้เข้ากัน นำไปทอดให้เป็นแผ่นบางๆ นำมาหั่นให้เป็นเส้น พักไว้
    2. ผัดเต้าหู้เหลือง ไชโป้วหวาน หอมแดง และหมูสับ จนสุก
    3. ใส่เส้นมะละกอ แครอท แล้วปรุงรสด้วยเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ ผัดให้เข้ากันจนเส้นสุก
    4. ใส่ถั่วงอก กุยช่ายเขียว และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผัดให้เข้ากัน ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยไข่ที่หั่นแล้ว เสิร์ฟได้ทันที

คุณประโยชน์
    เมนูนี้ อุดมไปด้วยผักเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผักแทบทุกชนิดมีสารพิวรีนน้อย โอกาสในการเกิดโรคเก๊าท์จึงน้อยกว่าการรับประทานอาหารในกลุ่มที่มีสารพิวรีนในปริมาณมาก อีกทั้ง เมนูนี้ยังจำกัดปริมาณสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และไขมัน ให้พอเหมาะ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ข้อต่อของกระดูกจึงไม่ต้องทำงานหนัก ช่วยลดความเสี่ยงของข้ออักเสบ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดโรคเก๊าท์

ข้อแนะนำเพื่อสุขภาพ
    สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับโรคเก๊าท์ ในเมนูนี้ ขอแนะนำว่าไม่ควรใส่หมูสับ เป็นการลดปริมาณโปรตีนลง เพื่อไม่ให้กรดยูริค (สาเหตุที่ทำให้ข้ออักเสบ) สะสมในร่างกายเป็นเวลานาน สำหรับผู้ที่อยากจะลดปริมาณโคเลสเตอรอล ก็ควรรับประทานเฉพาะไข่ขาว

Update : 27 กุมภาพันธ์ 2555
 
มักกะโรนีเปรมปรีด์ (สำหรับ 2 ท่าน)
พลังงานที่ได้รับต่อ 1 ท่าน ประมาณ 253 แคลอรี่

วัตถุดิบ และเครื่องปรุง

เส้นมักกะโรนี
70 กรัม
 
พริกขี้หนูแดงซอย
2 เม็ด (5 กรัม)
หมูสับ
2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
 
หอมแดงซอย
2 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม)
เห็ดเออรินจิ (สับหยาบ)
2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
 
นมพาสเจอร์ฯ ขาดมันเนย
100 มล.
มะเขือเทศเชอรี่ (หั่นชิ้น)
3 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
 
น้ำพริกเผา
1 ช้อนโต๊ะ
แครอท (หั่นฝอย)
2 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม)
 
น้ำปลา ลดโซเดียม
1 ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ซอย
1 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
 
น้ำมะนาว
1 ช้อนโต๊ะ
ผักชีฝรั่งซอย
3 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
 
น้ำตาลทราย
1 1/2 ช้อนชา
ใบมะกรูดซอย
3 ใบ (2 กรัม)
 
น้ำมันพืช
1 ช้อนชา

วิธีทำ
    1. ต้มเส้นมักกะโรนีในน้ำเดือด (เติมเกลือเล็กน้อย) นาน 15 นาที จุ่มน้ำเย็น แล้วตักขึ้นมาพักไว้ (เส้นสุกหนักประมาณ 160 กรัม)
    2. เจียวหอมแดงพอเหลือง แล้วผัดกับน้ำพริกเผาจนหอม
    3. เติมนม หมูสับ เห็ดเออรินจิ และมะเขือเทศ คนจนสุก แล้วใส่เส้นมักกะโรนี คนให้เข้ากัน
    4. ยกลงจากเตา โรยแครอท ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักชีฝรั่ง พริก และปรุงรสด้วยเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ คลุกให้เข้ากัน

คุณประโยชน์
    เมนูนี้ สามารถรับประทานเป็นอาหารว่าง หรืออาหารจานหลักได้ การรับประทานเส้นมักกะโรนี หรือสปาเก็ตตี้ จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกอิ่มนานมากกว่าการรับประทานข้าว หรือเส้นก๋วยเตี๋ยว จึงไม่ต้องรับประทานจุบจิบระหว่างวันมากนัก อีกทั้งยังได้รับประทานผักสมุนไพรไทย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้มากขึ้น และจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยทัฟต์ส ในอเมริกา พบว่า การรับประทานมะเขือเทศ ซึ่งมีไลโคปีน หรือผักที่มีวิตามินซี จะช่วยลดระดับของกรดยูริคลงได้

Update : 27 กุมภาพันธ์ 2555